รีวิว La Mer The Renewal Oil

La Mer The Renewal Oil

ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราได้รับ La Mer The Renewal Oil ขนาดทดลองมาลองใช้ มันมาในกล่องกระดาษสีขาวธรรมดาและมีผลิตภัณฑ์ตัวอื่นของ La Mer รวมมาด้วยอีก 2 อย่าง ในกล่องไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมของตัวน้ำมันเลย เราก็เลยไม่รู้ว่ามันทำมาจากอะไร แต่ว่าเรามั่นใจในแบรนด์ค่ะว่าต้องทำแต่สิ่งดี ๆ ออกมา เราก็เลยกล้าเสี่ยงลองใช้ดู เราได้ลองเล่นกับมันและใช้มันหลายวิธีมาก และไม่ได้ใช้แต่บนหน้าอย่างเดียว แต่บนผม ร่างกาย และเล็บด้วย เราประทับใจกับผลที่ได้รับมากก็เลยใช้มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้เกือบหมดขวดแล้วค่ะ โชคดีที่เมื่อต้นเดือนแบรนด์ส่งขวดเต็มมาให้ใช้ได้ต่อเนื่องพอดี สรุปเราได้ใช้น้ำมันตัวนี้มาได้ 7 เดือนกว่าแล้ว บอกได้เลยว่ามันเป็น staple สำหรับเราไปแล้วค่ะ มันทำงานได้หลากหลายมาก และวันนี้เราก็จะมาเล่าให้คุณฟังว่าเราใช้มันทำอะไรบ้าง และบอกว่ามันทำงานได้ดีจริงอย่างที่โฆษณามารึเปล่า!

La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil

La Mer The Renewal Oil มาในขวดแก้วใสพร้อมกับ dropper ที่เป็นแก้วเช่นกัน ตัว dropper มีปุ่มกดข้างบนเพื่อกดปล่อยน้ำมันออกมาทีละหยดเพื่อให้คุณสามารถกะปริมาณการใช้ได้ง่ายตามความต้องการ เราชอบดีไซน์ของขวดที่เรียบง่ายแต่ดูหรูหรา และก็ชอบที่ตรงปากขวดมี stopper ที่เป็นซิลิโคนคอยกันน้ำมันไม่ให้ไหลซึมออกมาเปรอะเปื้อนรอบปากขวดด้วยค่ะ

La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil

Multifaceted elixir

La Mer The Renewal Oil คิดค้นมาเพื่อให้สามารถใช้เป็น multifaceted elixir คือสามารถทำงานได้หลายอย่าง อาทิเช่นใช้เดี่ยว ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและเพื่อปรับผิวให้นุ่มและกระจ่างใส หรือคุณจะผสมมันกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ก็ได้เพื่อที่มันจะได้ซึมลงผิวดีขึ้น นอกจากนี้ก็สามารถนำไปผสมกับเครื่องสำอางตัวโปรดของคุณเพื่อช่วยให้ทาได้เนียนขึ้นก็ได้ด้วย ขวดขนาดเต็มที่เราได้รับมาก็ยังไม่มีรายละเอียดส่วนผสมมาอีกเช่นเคย แต่อย่างน้อยเราก็พอหาข้อมูลมาได้บ้างจากเว็บนี้ค่ะ

La Mer The Renewal Oil นี้เข้มข้นและเต็มไปด้วยน้ำมันดี ๆ หลายชนิด!

มีตั้งแต่ meadowfoam oil, sweet almond oil, jojoba oil, rapeseed oil, sunflower oil, sesame oil, eucalyptus leaf oil, cranberry oil, olive fruit oil, camelina oil ไปจนถึง sea buckthorn oil เลย!

ถือว่าตัวนี้เป็นน้ำมันทาผิวหน้าที่เข้มข้นที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดที่เราเคยใช้มาเลย แต่ทราบอะไรอย่างมั้ยคะ? มันทาแล้วไม่ได้รู้สึกหนาแต่อย่างใดเลย! จริง ๆ แล้วเนื้อมันบางมาก น้ำหนักเบา แถมไหลลื่นเกือบเหมือนน้ำเลยด้วยซ้ำ ทาแล้วซึมลงผิวหมดเกือบทันที ไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว นอกจากความโกลว์เบา ๆ เหมือนผิวสุขภาพดี ไม่มีความมัน ลื่น หรือความรู้สึกหนักทิ้งไว้บนผิวแต่อย่างใด ต้องยอมรับว่า La Mer คิดค้นสูตรออกมาได้ดีจริง ๆ ค่ะ :)

La Mer The Renewal Oil freshly applied (L) and fully absorbed (R)
La Mer The Renewal Oil freshly applied (L) and fully absorbed (R)

ตัวนี้เป็น dual-phase oil คือหากตั้งไว้เฉย ๆ เนื้อจะแยกเป็น 2 ชั้น (ตามภาพด้านล่าง) คือชั้น Miracle Broth (น้ำ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ของแบรนด์หลายอย่าง และชั้นที่มีส่วนผสมและสารบำรุงที่มาจากทะเล (น้ำมัน) สัดส่วนของ น้ำ:น้ำมัน นี้เขาคำนวณมาอย่างรอบคอบแล้วเพื่อให้มีอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับชั้น hydrolipidic layer ของผิวปกติ พอลักษณะคล้ายกันทาแล้วมันก็เลยซึมลงผิวได้ดีขึ้นค่ะ แต่ก่อนใช้ต้องเขย่าขวดให้ดีก่อนทุกครั้งเพื่อกระจาย 2 ชั้นออกและให้มาผสมกันเป็นหนึ่งเดียว หลังจากเขย่าแล้ว น้ำที่เป็นสีทองใส ๆ ก็จะกลายเป็นสีขุ่น ๆ ที่มีฟองเล็ก ๆ เต็มไปหมด ถ้าเห็นแบบนี้แล้วแสดงว่าน้ำมันพร้อมสำหรับใช้แล้วค่ะ

กลิ่นเป็นกลิ่นแนว therapeutic ที่ดมแล้วรู้สึกผ่อนคลายมาก กลิ่นจะแรงนิดหน่อยตอนทาใหม่ ๆ แต่ก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว

La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil

วิธีใช้น้ำมันของเราและผลที่ได้รับ

La Mer The Renewal Oil
La Mer The Renewal Oil
  • ใช้เดี่ยว ๆ บนผิวหน้า
    จริง ๆ แล้วคุณสามารถใช้น้ำมันตัวนี้ได้วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ซึ่งตอนที่เราได้มาใหม่ ๆ เราก็ใช้แบบนั้นเพราะเรายังอยู่อเมริกาอยู่ และตอนนั้นสภาพอากาศก็ยังเย็นอยู่ด้วย แต่พอย้ายกลับมาไทยแล้ว เราลดลงเหลือแค่วันละครั้งพอค่ะ เราจะใช้มันตอนกลางคืนหลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์เสร็จแล้วเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและเพื่อล็อคความชุ่มชื้นไว้ในผิวระหว่างหลับ เราพบว่ามันทำงานได้ดีมาก ช่วยทำให้ผิวเราคงความนุ่ม ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี เราไม่เคยตื่นมาพบกับรอยแห้งหรือรอยลอกบนผิวหน้าเหมือนแต่ก่อน อีกหนึ่งข้อดีคือมันไม่ระคายเคืองผิวเลย แถมไม่ทำให้เป็นสิวด้วย ส่วนเรื่องลดริ้วรอยนั้น เราบอกไม่ได้ว่ามันช่วยตรงจุดนี้ได้ดีจริงรึเปล่าค่ะ เพราะว่าเราเองก็ยังไม่ค่อยมีริ้วรอยที่มองเห็นได้ชัดตรงไหนมาไว้เปรียบเทียบน่ะค่ะ
  • ผสมกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์
    บางครั้งเราก็ผสมน้ำมันตัวนี้เล็กน้อยรวมไปกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์ของเราเพื่อให้มันซึมลงผิวดีขึ้น พอซึมได้ดีขึ้นเยอะขึ้นนั่นก็หมายถึงว่าสิ่งดี ๆ จากมอยส์เจอร์ไรเซอร์ของเราจะช่วยบำรุงผิวได้ดีขึ้นค่ะ
  • ผสมกับเครื่องสำอาง
    เราชอบผสมน้ำมันตัวนี้กับเครื่องสำอางที่เรารู้สึกว่ามันแห้งเกินหรือเซ็ทเร็วเกิน ซึ่งก็รวมถึงรองพื้นและคอนซีลเลอร์บางตัวด้วย ตัวน้ำมันจะช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์เกลี่ยได้เนียนขึ้นและ blend ได้เสมอกันกลายเป็นหนึ่งเดียวกับผิวได้ดีขึ้น และขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ มันจะช่วยเพิ่มความชุ่มฉ่ำแก่ผิวออกแนว dewy นิด ๆ ด้วยค่ะ
  • ใช้บนผม
    เราจะทาน้ำมันไปตามปลายผมเพื่อช่วยเรื่องผมแตกปลาย บางทีเราก็จะลูบมันเบา ๆ ไปตามผมเพื่อกำจัดพวก frizz อย่างรวดเร็ว แฟนเราเองเขาเป็นคนที่หนังศีรษะแห้งมากเราก็เลยให้เขาลองใช้ 2-3 หยดดู ปรากฏว่าหลังใช้ไม่นานศีรษะเขาก็ไม่แห้งอีกเลย แถมดูมีสุขภาพดีขึ้นด้วย
  • ใช้บนมือและเล็บ
    เราชอบแต้มน้ำมันปริมาณน้อย ๆ ไปตาม cuticles (หนังรอบเล็บ) ด้วยค่ะ เมื่อก่อนบริเวณนี้จะแห้งมากแต่พอใช้น้ำมันตัวนี้แต้มไปแต้มมามันก็ไม่ดูแห้งอีกเลย แถมบางครั้งเราก็หยด 2-3 หยดลงไปผสมกับครีมทามือเราด้วยเพื่อให้เนื้อครีมมันเนียนขึ้น เกลี่ยง่ายขึ้น และเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวดีขึ้น
  • บนปาก
    หากวันไหนที่เราแพลนว่าจะทาลิควิดลิปสติกที่เนื้อแห้ง ๆ หรือแม็ทมาก ๆ เราจะทาน้ำมันตัวนี้ไปตามปากเราเพื่อรองไว้ก่อน เราจะรอให้มันซึมลงจากนั้นจึงค่อยตามด้วยลิปสติก เราพบว่ามันช่วยลดความรู้สึกแห้งปากลงไปได้มาก พอหลังทา ปากก็ไม่รู้สึกแห้งหรือลอกแต่อย่างใด
  • บนร่างกาย
    ปกติแล้วเราไม่ชอบทาน้ำมันลงไปตรง ๆ บนผิวค่ะ เราก็เลยลองผสมตัวนี้กับโลชั่นทาผิวแล้วค่อยทาไปทีเดียวเลย นอกจากน้ำมันจะช่วยทำให้ผิวรู้สึกนุ่มขึ้นแล้ว มันยังช่วยเพิ่มความโกลว์สวย ๆ เบา ๆ ให้กับผิวด้วยนะคะ เราใช้ตัว Reparative Body Lotion ของแบรนด์ผสมกับน้ำมันตัวนี้ บอกได้เลยว่าชอบผลลัพธ์ที่ได้มาก มันเข้ากันได้ดีจริง ๆ ทาควบคู่กันแล้วผิวเราดูเนียนขึ้นเยอะ นุ่มขึ้นเยอะ และโบนัสพิเศษคือทาแล้วผิวดูเงา ๆ ฉ่ำ ๆ แลดูสุขภาพดีค่ะ :)

    La Mer The Reparative Body Lotion
    La Mer The Reparative Body Lotion

ก็อย่างที่เห็นนะคะว่า La Mer The Renewal Oil ตัวนี้คุณสามารถใช้มันทำงานได้หลายอย่างจริง ๆ ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์รอบด้านเลยสำหรับเรา ตอนที่เราบินกลับมาเมืองไทยครั้งล่าสุด มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก มากกว่า 24 ชั่วโมง เราได้แพ็คน้ำมันตัวนี้ไว้ในกระเป๋า carry-on เราด้วยเพื่อที่ว่าตอนอยู่บนเครื่องบินเราจะได้คอยทามันไปตามผิวบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื้นไว้ (อ่าน testimonial ของเราบนเว็บไซต์ของ La Mer ได้ที่หน้านี้ค่ะ) หลายท่านก็คงจะทราบดีนะคะว่าอากาศบนเครื่องบินนั้นมันแย่กับผิวมาก เพราะมันแห้ง แถมหากเป็นไฟล์ทบินที่ยาวนานด้วยแล้วอากาศก็จะยิ่งแห้งขึ้นไปอีก เราก็เลยดีใจและรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสได้ใช้น้ำมันตัวนี้บนเครื่องเพื่อปกป้องผิวเราไม่ให้แห้งค่ะ

โดยรวมแล้วจากประสบการณ์การใช้น้ำมันตัวนี้มากว่า 7 เดือน เราขอคอนเฟิร์มค่ะว่า La Mer The Renewal Oil นี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีและสมควรมีไว้ใกล้ ๆ มือเพราะทำงานได้หลากหลาย เราไม่คิดว่ามันเป็นถึงขนาด a miracle in a bottle อะไรหรอก และเราก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมีหรือ must-have อะไร เนื่องด้วยราคาที่สูง แต่หากถามว่าเราดีใจหรือไม่ที่ได้ทดลองใช้และได้ผลลัพธ์ที่ดีหลังการใช้หรือไม่ เราก็ต้องบอกเลยว่าใช่ค่ะ และด้วยเหตุผลนี้เองเราจึงอยากแนะนำน้ำมันตัวนี้กับทุกคนที่ชอบใช้น้ำมันทาผิว (หรือแม้แต่คนที่ไม่คิดว่าจะชอบน้ำมันทาผิวก็ตาม) รวมไปถึงคนที่อยู่ในสภาพอากาศเย็นและแห้งด้วย เพราะมันจะช่วยบำรุงให้ผิวหน้า ผิวกาย รวมถึงเส้นผมของคุณให้อยู่ในสภาพดีเยี่ยมอยู่เสมอด้วยค่ะ

สามารถตามอ่านรีวิวเพิ่มเติมของน้ำมันตัวนี้ได้ที่ blog ของเพื่อนเราชื่อ Sara ที่ Color Me Loud และ Melissa ที่ Kiss and Makeup Beauty Blog!

Purchase

US$240 at La Mer ○ NordstromNeiman Marcus ○ Barneys ○ Bergdorf Goodman ○ Saks

฿5,500-9,900 at Central

Disclosure: The La Mer The Renewal Oil and The Reparative Body Lotion were provided by La Mer through Collectively free of charge in exchange for a product review. All opinions expressed herein are honest and my own.

TAGS: SHARE:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *